ลองค้นคำว่า “คลินิกใกล้ฉัน” “คลินิกทันตกรรมใกล้ฉัน” หรือชื่อบริการทางการแพทย์ตามด้วยชื่อพื้นที่ เช่น “คลินิกผิวหนัง อโศก” สิ่งที่เห็นบน Google มักไม่ใช่เว็บไซต์ของคลินิกเพียงอย่างเดียว แต่มีผลการค้นหาจาก Google Maps แสดงขึ้นมาด้วย
ตรงนี้สำคัญมากสำหรับธุรกิจคลินิก เพราะคนที่ค้นหาด้วยคำเหล่านี้มักกำลังมองหาสถานที่จริง และอาจพร้อมโทร จองคิว หรือเดินทางไปใช้บริการ หากคลินิกของคุณหาไม่เจอบน Google Maps แต่คู่แข่งในพื้นที่ปรากฏขึ้นมาแทน โอกาสในการได้คนไข้ก็อาจหายไปตั้งแต่ก่อนที่เขาจะเห็นเว็บไซต์ของคุณ
ดังนั้น หากเว็บไซต์ทำ SEO แล้ว แต่ค้นหาคลินิกบน Google Maps ยังไม่ค่อยเจอ สิ่งแรกที่ควรกลับมาตรวจสอบคือ Google Business Profile
ก่อนอื่น Google เลือกคลินิกที่จะแสดงบน Maps จากอะไร?
Google อธิบายอย่างเป็นทางการ ว่าผลการค้นหาธุรกิจในพื้นที่ หรือ Local Results พิจารณาจาก 3 ปัจจัยหลัก ได้แก่ Relevance, Distance และ Prominence
- Relevance ตรงกับสิ่งที่ค้นหาหรือไม่
Google พยายามดูว่าข้อมูลของคลินิกตรงกับสิ่งที่ผู้ใช้กำลังค้นหาแค่ไหน การใส่ข้อมูลธุรกิจให้ครบและถูกต้องจึงช่วยให้ Google เข้าใจว่าคลินิกให้บริการอะไร - Distance อยู่ใกล้แค่ไหน
หากผู้ใช้ค้นหาบริการในพื้นที่ Google จะพิจารณาระยะห่างระหว่างผู้ค้นหากับธุรกิจด้วย ปัจจัยนี้คลินิกแทบควบคุมไม่ได้ เพราะขึ้นอยู่กับตำแหน่งจริงของสถานที่และผู้ค้นหา - Prominence ธุรกิจเป็นที่รู้จักแค่ไหน
Google พิจารณาข้อมูลเกี่ยวกับธุรกิจจากหลายแหล่ง รวมถึงลิงก์ บทความ ไดเรกทอรี รวมถึงจำนวนและคะแนนรีวิวบน Google
เพราะฉะนั้น การทำ Local SEO ไม่ใช่การหาวิธี “ใส่คีย์เวิร์ดให้เยอะที่สุด” แต่คือการทำให้ Google เข้าใจได้ชัดว่า คลินิกคือใคร อยู่ที่ไหน และให้บริการอะไร
1. เช็กก่อนว่า Google Business Profile ใส่ข้อมูลครบหรือยัง
ปัญหาพื้นฐานที่เจอบ่อยที่สุดคือมี Google Business Profile แล้ว แต่ข้อมูลยังไม่ครบ บางแห่งมีเพียงชื่อคลินิก ที่อยู่ และเบอร์โทร ขณะที่รายละเอียดบริการ เวลาทำการ รูปภาพ หรือเว็บไซต์ยังไม่ได้อัปเดต
ยิ่งข้อมูลครบและถูกต้อง Google ก็ยิ่งมีข้อมูลสำหรับทำความเข้าใจธุรกิจมากขึ้น ดังนั้นควรตรวจสอบอย่างน้อยชื่อคลินิก ที่อยู่ เบอร์โทร เว็บไซต์ เวลาทำการ หมวดหมู่ธุรกิจ และรายละเอียดบริการให้เป็นข้อมูลปัจจุบัน
2. เลือกหมวดหมู่ให้ตรงกับสิ่งที่คลินิกทำจริง
Category หรือหมวดหมู่ธุรกิจช่วยบอก Google ว่าสถานที่แห่งนี้เป็นธุรกิจประเภทใด ดังนั้นอย่าเลือกเพียงหมวดกว้างๆ เพราะดูใกล้เคียงที่สุด แต่ควรเลือกหมวดที่อธิบายธุรกิจหลักของคลินิกได้ตรงที่สุดจากตัวเลือกที่ Google มีให้
ตัวอย่างเช่น หากเป็นคลินิกทันตกรรม ก็ควรเลือกหมวดหมู่ที่เกี่ยวข้องกับทันตกรรม ไม่ใช่เลือกเพียง Healthcare หรือ Medical Center เพราะต้องการให้ Google เข้าใจอย่างชัดเจนว่าธุรกิจหลักคืออะไร
Google Business Profile ยังสามารถเพิ่มหมวดหมู่เพิ่มเติมได้ หากคลินิกมีบริการอื่นที่เกี่ยวข้องจริง แต่ไม่ควรเพิ่มหมวดหมู่ที่ไม่ได้สะท้อนบริการของสถานพยาบาลเพียงเพราะต้องการให้ค้นหาเจอมากขึ้น
3. ชื่อ ที่อยู่ และเบอร์โทร อย่าให้คนไข้เจอข้อมูลคนละชุด
ลองตรวจสอบข้อมูลพื้นฐานของคลินิกในแต่ละช่องทาง โดยเฉพาะ Name, Address และ Phone Number หรือที่คนทำ Local SEO มักเรียกว่า NAP
ปัญหาที่เกิดขึ้นบ่อยคือคลินิกเคยย้ายสถานที่ เปลี่ยนเบอร์โทร หรือเปลี่ยนชื่อแบรนด์ แต่ข้อมูลเก่ายังค้างอยู่บน Facebook เว็บไซต์เก่า ไดเรกทอรีธุรกิจ หรือเว็บไซต์อื่นๆ เมื่อคนไข้ค้นหาจึงเจอข้อมูลหลายชุดและไม่รู้ว่าข้อมูลใดถูกต้อง
วิธีง่ายที่สุดคือลองค้นชื่อคลินิกของตัวเองบน Google แล้วดูว่าข้อมูลจากแต่ละแหล่งตรงกับข้อมูลปัจจุบันหรือไม่ หากพบที่อยู่หรือเบอร์เก่า ควรทยอยแก้ไขให้เป็นข้อมูลชุดเดียวกัน
4. มีรีวิวหรือไม่ และคลินิกตอบรีวิวหรือเปล่า
สำหรับคนไข้ รีวิวช่วยตอบคำถามง่ายๆ ว่า “ที่นี่น่าไปไหม?” ขณะเดียวกัน Google เองก็ระบุว่าจำนวนรีวิวและคะแนนรีวิวสามารถมีส่วนต่อการจัดอันดับผลการค้นหาในพื้นที่ได้
คลินิกจึงควรมีระบบขอรีวิวจากผู้ใช้บริการจริงอย่างสม่ำเสมอ โดยไม่จำเป็นต้องพยายามสร้างรีวิวจำนวนมากในช่วงเวลาสั้นๆ และควรตอบกลับรีวิวอย่างเหมาะสม ทั้งรีวิวเชิงบวกและรีวิวที่สะท้อนปัญหาของผู้ใช้บริการ
สำหรับธุรกิจสุขภาพต้องระมัดระวังเป็นพิเศษในการตอบรีวิว เพราะคำตอบไม่ควรเปิดเผยข้อมูลส่วนตัวหรือข้อมูลสุขภาพของผู้ป่วยโดยไม่จำเป็น
5. Google Maps มีรูปคลินิกจริงหรือยัง?
ลองเปิด Google Maps ของคลินิกแล้วมองในมุมของคนไข้ครั้งแรก ถ้ามีเพียงโลโก้หนึ่งรูป ไม่มีภาพหน้าคลินิก ไม่มีภาพภายใน และไม่มีภาพที่ช่วยให้รู้ว่าต้องเดินทางเข้าทางไหน คนไข้ก็มีข้อมูลประกอบการตัดสินใจน้อยมาก
อย่างน้อยควรมีภาพสถานที่จริง เช่น หน้าคลินิก จุดต้อนรับ ห้องตรวจ พื้นที่นั่งรอ และบรรยากาศภายใน โดยใช้ภาพปัจจุบันและตรงกับสถานที่จริง ภาพเหล่านี้ไม่ได้มีประโยชน์เฉพาะเรื่องการค้นหา แต่ยังช่วยลดความไม่แน่ใจก่อนคนไข้เดินทางมาถึงอีกด้วย
6. อย่าลืมเชื่อม Google Maps กลับมาที่เว็บไซต์คลินิก
Google Business Profile กับเว็บไซต์ไม่ควรถูกดูแลแยกออกจากกัน โปรไฟล์ควรเชื่อมมายังเว็บไซต์หลักของคลินิก และเว็บไซต์เองก็ควรมีข้อมูลสถานที่ เบอร์โทร เวลาทำการ และบริการที่สอดคล้องกับข้อมูลบน Google
โดยเฉพาะคลินิกที่มีหลายสาขา ควรพิจารณาทำหน้าแยกสำหรับแต่ละสาขา พร้อมข้อมูลเฉพาะของสาขานั้น เช่น ที่อยู่ เบอร์โทร เวลาทำการ แผนที่ และบริการ เพื่อให้ทั้งคนไข้และ Search Engine เข้าใจได้ง่ายขึ้น
เช็ก Google Business Profile ของคลินิกใน 5 นาที
- ค้นชื่อคลินิกบน Google และ Google Maps แล้วเจอโปรไฟล์หรือไม่
- ชื่อ ที่อยู่ เบอร์โทร และเว็บไซต์ถูกต้องหรือไม่
- หมวดหมู่หลักตรงกับธุรกิจจริงหรือไม่
- เวลาทำการ รวมถึงวันหยุดพิเศษ เป็นข้อมูลล่าสุดหรือไม่
- มีรายละเอียดบริการสำคัญครบหรือยัง
- มีรูปสถานที่จริงและเป็นรูปปัจจุบันหรือไม่
- มีรีวิวจากผู้ใช้บริการจริงอย่างต่อเนื่องหรือไม่
- มีรีวิวที่ยังไม่ได้รับการตอบกลับจำนวนมากหรือไม่
เว็บไซต์ดีอย่างเดียวอาจยังไม่พอสำหรับ Local Search
สำหรับคลินิก เว็บไซต์และ Google Business Profile ทำหน้าที่คนละส่วนแต่ต้องทำงานร่วมกัน เว็บไซต์ช่วยอธิบายบริการ แพทย์ ความเชี่ยวชาญ และข้อมูลที่คนไข้ต้องใช้ประกอบการตัดสินใจ ขณะที่ Google Business Profile ช่วยให้คนที่กำลังค้นหาบริการในพื้นที่ค้นพบคลินิกและเข้าถึงข้อมูลสำคัญได้อย่างรวดเร็ว
ดังนั้น หากคลินิกทำเว็บไซต์และ SEO มาระยะหนึ่งแล้ว แต่ยังค้นหาบน Google Maps ได้ยาก อย่าเพิ่งสรุปว่า SEO ไม่ได้ผล ลองกลับมาตรวจ Google Business Profile ตั้งแต่ข้อมูลพื้นฐาน หมวดหมู่ สาขา รีวิว รูปภาพ ไปจนถึงความสอดคล้องกับเว็บไซต์ก่อน เพราะบางครั้งปัญหาไม่ได้อยู่ที่เว็บไซต์ แต่อยู่ที่ข้อมูล Local Search ที่ยังไม่ได้จัดการให้ครบตั้งแต่ต้น
หากต้องการตรวจสอบว่าเว็บไซต์และ Google Business Profile ของคลินิกทำงานสอดคล้องกันหรือไม่ ทีม Imperial Health Solutions (IHS) สามารถช่วยวิเคราะห์ Local SEO และวางโครงสร้างเว็บไซต์สำหรับธุรกิจ Healthcare ให้เหมาะกับการค้นหาของผู้ใช้ในแต่ละพื้นที่ได้